โค้ดแต่งhi5 รวมโค้ด แต่งhi5

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ที่มาของคำว่า Boot/ boot record/ bootstrap loader



เวลาที่เราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในตอนแรกที่จะใช้งาน มักจะได้ยินคำว่า บูต (Boot) เครื่องบ่อยๆ ซึ่งคอมพิวเตอร์จะทำการบูตเครื่องโดยใช้โปรแกรม BIOS แล้วไอ้การบูตเครื่องจริง ๆ แล้วมันคืออะไร


บูต (Boot) ก็คือ การเตรียมความพร้อมในการใช้คอมพิวเตอร์ มีการตรวจสอบสถานะของเครื่อง การบอกรายละเอียดต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ บอกว่ามี RAM เท่าไร BUS อะไรบ้าง CPU ของเรามีความเร็วเท่าไรเป็นต้นพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมนั่นเอง โดยการบูตเครื่องจะมีโปรแกรม BIOS ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาไปหลาย version แล้ว เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง


การบูตเครื่องมี 2 ประเภท คือ

1. Cold Boot คือ การเปิดสวิตซ์ (ปุ่ม Power ด้านหน้า Case นั่นเอง) ซึ่งปิดอยู่ก่อนแล้วเพื่อเริ่มต้นการใช้งาน และ

2. Warm Boot คือ การ reboot โดยอาจกดปุ่มสวิตซ์ (ปุ่ม Power) เพื่อดับไฟหรือกดปุ่ม reset (ปุ่มเล็ก ๆ ด้านหน้า Case นั่นเอง) หรือกดปุ่ม Ctrl+Alt+Del บนคีย์บอร์ด เพื่อพักการใช้งานชั่วเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดจากความบกพร่องบางอย่างที่ทำให้คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ หรือที่เรียกกันว่า เครื่องแฮงค์ (Hang) นั่นเอง


boot

boot หรือการบู๊ตเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการโหลดระบบปฏิบัติการเข้าสู่หน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์ หรือหน่วยความจำชั่วคราว (RAM) เมื่อมีการโหลดระบบปฏิบัติการ (บนเครื่องคอมพิวเตอร์จะเห็นการเริ่ม Windows หรือ Mac บนจอภาพ) แสดงว่าพร้อมให้ผู้ใช้เรียกใช้โปรแกรมประยุกต์ บางครั้งจะพบคำสั่ง "reboot" ในระบบปฏิบัติการ ซึ่งมีความหมายว่ามีการโหลดระบบปฏิบัติการใหม่ (การใช้คำสั่งนี้ที่คุ้นเคยกัน ให้กดปุ่ม (Alt, Ctrl และ Delete พร้อมกัน) ในคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (รวมถึงเครื่องเมนเฟรม) มีคำที่เทียบได้กับ "boot" คือ "Initial Program Load (IPL)" และสำหรับ "reboot" คือ "re-IPL" นอกจากที่ boot สามารถใช้เป็นคำนามเหมือนกับ การบู๊ตระบบ (system boot) คำนี้มีที่มาจากคำว่า "bootstrap " ซึ่งหมายถึงหว่งหนังขนาดเล็กด้านหลังของรองเท้าบู๊ตที่ให้ดึง เพื่อดึงรองเท้าขึ้น การบู๊ตระบบปฏิบัติการโดยการโหลดโปรแกรมขนาดเล็กเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ และให้โปรแกรมควบคุมการโหลดระบบปฏิบัติการต่อไปการบู๊ตหรือโหลดระบบปฏิบัติการมีความแตกต่างกันมากกว่าการติดตั้ง ซึ่งการกระทำเพียงครั้งเดียว เมื่อมีการติดตั้งระบบปฏิบัติการ จะมีขึ้นตอนในการเลือกวิธีการคอนฟิก เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งระบบปฏิบัติการบนฮาร์ดดิสก์พร้อมที่จะบู๊ต (โหลด) เข้าสู่หน่วยความจำชั่วคราว ซึ่งเป็นที่เก็บที่ใกล้กับไมโครโพรเซสเซอร์ และทำงานเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ โดยปกติ ภายหลักการติดตั้งระบบปฏิบัติการแล้วเปิดเครื่องใหม่ ระบบปฏิบัติการจะบู๊ตอย่างอัตโนมัติ ถ้าการใช้งานมีปัญหาหน่วยความจำไม่พอ หรือระบบปฏิบัติการ หรือโปรแกรมประยุกต์มีความผิดพลาด จะมีข้อความแสดงความผิดพลาดหรือจอภาพอยู่นิ่ง ในกรณีเหล่านี้จำเป็นต้อง "reboot " ระบบปฏิบัติการ



ขั้นตอนการบู๊ต


หมายเหตุ ขึ้นตอนเหล่านี้อาจจะแตกต่างจาก MAC, UNIX, OS/2 หรือ ระบบปฏิบัติการอื่น ๆ เมื่อมีการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติจะได้รับการตั้งค่าในการบู๊ต (โหลดไปที่ RAM) โดยอัตโนมัติ ตามขึ้นตอนต่อไปนี้

1. เมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ BIOS (Basic Input/Output System) ที่อยู่บนชิป ROM (read-only menoy) จะ"ถูกปลุก" และทำงาน โดย BIOS จะพร้อมในการโหลด เพราะว่าอยู่ชิป ROM ซึ่งต่างจาก RAM เนื่องจากข้อมูลใน ROM ไม่มีการลบเมื่อมีการปิดเครื่อง

2. BIOS ในขึ้นตอนที่ 1 จะทำการตรวจสอบ แบบ power-on self test (POST) เพื่อทำให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดทำงานได้ จากนั้นโปรกแกรมบู๊ตของ BIOS จะมองหาโปรแกรมบู๊ตพิเศษที่ทำหน้าที่โหลดระบบปฏิบัติการไปที่ ฮาร์ดดิสก์

3. ขั้นแรก มองหาในไดรฟ์ A เป็นสถานที่ที่ระบุที่เก็บไฟล์บู๊ตของระบบปฏิบัติการ (ถ้าระบบปฏิบัติการเป็น MS-DOS จะหาไฟล์ 2 ไฟล์ ชื่อ IO.SYS แลt MSDOS.SYS) ถ้ามีดิสก์ในไดรฟ์ A แต่ไม่ใช้แผ่น system สำหรับการใช้งาน BIOS จะส่งข้อความบอกว่าไดรฟ์ A ไม่มีแผ่น system ถ้าไดรฟ์ A ไม่มีดิสก์ BIOS จะมองหาไฟล์ system จากตำแหน่งที่ระบุในฮาร์ดดิสก์

4. เมื่อระบุไดรฟ์ที่เก็บไฟล์บู๊ตแล้ว BIOS จะมองต่อไปที่ sector แรก (พื้นที่ 512-byte) และสำเนาสารสนเทศจากตัว BIOS ไปยังตำแหน่งที่ระบุใน RAM สารสนเทศนี้เรียกว่า boot record หรือ Mastor Boot Record

5. จากนั้นจะโหลด boot record ไปที่ตำหน่งที่ระบุใน RAM (address 7C00)

6. boot record เก็บโปรแกรมที่ BIOS ส่งให้เพื่อให้ boot record ควบคุมคอมพิวเตอร์ต่อไป

7. boot record จะโหลดไฟล์เริ่มต้น (เช่น ระบบ DOS คือ IO.SYS) ไปที่ RAM จากดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์

8. ไฟล์เริ่มต้น (เช่น IO.SYS ซึ่งรวมถึงโปรแกรม SYSINIT) จะโหลดส่วนที่เหลือของระบบปฏิบัติการไปที่ RAM (จากจุดนี้ boot record ไม่มีความจำเป็นแล้ว และสามารถแทนที่ด้วยข้อมูลอื่น)

9. ไฟล์เริ่มต้น (เช่น SYSINIT) จะโหลดไฟล์ระบบ (เช่น MSDOS.SYS) ซึ่งสามารถทำงานกับ BIOS ได้

10. ไฟล์ของระบบปฏิบัติการ ไฟล์หนึ่งที่โหลดเข้ามาเป็นชุดแรก คือ ไฟล์คอนฟิกระบบ (สำหรับ DOS เรียกว่า CONFIG.SYS) สารสนเทศในไฟล์คอนฟิกจะบอกให ้โหลดโปรแกรมที่เจาะจงในชุดไฟล์ ของระบบปฏิบัติการที่จำเป็นต้องโหลด (เช่น ไฟล์ driver ของอุปกรณ์)

11. ไฟล์พิเศษอีกไฟล์ที่ทำหน้าที่บอกถึงโปรแกรมประยุกต ์หรือคำสั่งที่ผู้ใช้ต้องการใช้ ที่รวมอยู่ขั้นตอนการบู๊ตใน DOS เรียกไฟล์ที่ว่า AUTOEXEC.BAT ใน Windows เรียกว่า WIN.INI

12. หลังจากไฟล์ทั้งหมดระบบปฏิบัติการได้รับการโหลดแล้ว ระบบปฏิบัติการจะทำหน้าที่ควบคุมคอมพิวเตอร์ และทำงานตามการขอเริ่มต้น จากนั้นจะรอคำสั่งจากผู้ใช้


Boot record โปรแกรมสั้นๆซึง่สามารถเก็บอยู่บนฮาร์ดดิสก์ที่ต้องถูกอ่านก่อนเมื่อเครื่องเริ่มทำงาน เมื่อเปิดสวิตซ์หรือบูตเครื่อง โปรแกรมนี้จะสั่งให้ไปอ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมและเข้ามาในหน่วยความจำขอเครื่องคอมพิวเตอร์อัชีกต่อหนึ่ง


Bootstrap loader เป็นโปรแกรมสั้นๆที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำแบบรอม ทำหน้าที่เรียกโปรแกรมควบคุมจากแผ่นจานแม่เหล็กมาเก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก เพื่อที่จะใช้งานได้ทันทีในขณะที่เปิดสวิตซ์

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การเลือกซื้ออุปกรณ์

การเลือกซื้อซีพียู

การเลือกซีพียูมีขั้นตอนง่ายๆในการพิจารณาคือ “ประสิทธิภาพที่คุ้มค่าต่อการใช้งานของคุณ” กล่าวคือ การจะเลือกซีพียูนั้นให้มองที่การใช้งานประจำวันของคุณเป็นหลัก


ผู้ใช้มือใหม่ เน้นราคาประหยัด


ในกลุ่มของผู้ที่เริ่มต้นใช้งานคอมพิวเตอร์และต้องการความประหยัด รวมถึงการใช้งานพื้นฐานทั่วไป ตั้งแต่ซอฟแวร์สำนักงานสเปรดซีต ดูหนัง ฟังเพลง เล่นอินเทอร์เน็ต ที่ไม่จำเป็นต้องใช้การประมวลผลซับซ้อน และส่วนใหญ่จะประกอบเป็นพีซีในราคาประมาณ 10,000-15,000 บาท โดยซีพียูในกลุ่มดังกล่าวนี้ มีหลายรุ่นด้วยกัน ได้แก่ Celeron D/ Celeron –L/Pentium 4 จากค่าย Intel และ Sempron64/Athlon64จากทาง AMD ด้วยสนนราคาตั้งแต่ 1,000-2,500 บาท แต่ในกรณีที่มีงบประมาณสูงขึ้น Pentium Dual Core Athlon 64X2ก็นับเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากทีเดียวในขณะนี้

ซีพียูที่น่าสนใจในกลุ่มนี้

Celeron D 420:1.60GH,512KBL2,800MHz,Socket775 ราคา1,300บาท
Athlon 64LE-1600:2.20GHz,102KBL2,SocketAM2ราคา1,750 บาท
Pentium Duo Core E2140:1.60GHz,1024KB L2,800MHz bus,Socket775 ราคาประมาณ 2,550 บาท

กลุ่มนักเล่นเกมตัวยง


ในกลุ่มของนักเล่นเกม แม้ว่า ณ วันนี้กราฟิกการ์ดจะเข้ามามีบทบาทมากก็ตาม แต่ลำพังเพียง GPU (Graphic Processing Unit) ไม่ได้ทำให้ภาพโดยรวมที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกมได้สมบูร์เนื่องจากหากขาดซีพียูที่มีประสิทธิภาพสูงไปแล้ว การประมวลผลในด้านของการสร้างองค์ประกอบต่า ๆภายในภาพและการคำนวณพื้นผิวและสร้างโพลิกกอนก็จะลดลง ซึ่งอาจเกิดอาการกระตุกของภาพ ดังนั้นแล้วซีพียูย่อมเข้ามามีบทบาทอย่างมากสำหรับนักเล่นเกมที่เน้นความสวยงามและความต่อเนื่อง โดยในตลาดเวลานี้ก็มีซีพียูอยู่หลายรุ่นด้วยกันที่ช่วยให้การเล่นเกมมีอรรถรสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นซีพียูจากค่ายอินเทลที่ประด้วย Core 2Duo ในรหัส E4xxx,E6xxx และE8xxxรวมถึง Core2Extreme สำหรับค่ายAMD ก็มีให้เลือกทั้ง Athlon 64X2 และAthlon64FX


ซีพียูที่น่าสนในกลุ่มนี้


Intel Core 2 Duo E6550 :2.33GHz,4MBL2,13333MHz bus,Socket775,ราคาประมาณ 6,000 บาท
Athlon64X25000+:2.60GHz.512KBx2L2,SocketAM2,ราคาประมาณ4,400 บาท
Athlon64FX-62:2.80GHz,1MBx2L2,SocketAM2, ราคาประมาณ 12,000 บาท





ข้อสังเกต

ซีพียู่ในกลุ่มของ Core 2 Duo จะมีให้เลือก 2 รูปแบบในซีรีส์เดียว ตัวอย่างเช่น E6850 ซึ่งทั้งคู่จะมีความคล้ายคลึงกันมาก ต่างกันเพียงระบบบัสที่เปลี่ยนจาก 1066MHz มาเป็น 1333MHz แต่ปัจจุบันจะมีเพียง E6550/E6750 และ E6850 ที่จำหน่ายอยู่เท่านั้น


การใช้งานกราฟิกเป็นหลัก


ในบรรดากลุ่มผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ด้วยกันนั้น กลุ่มของงานกราฟิกและการตัดต่อ นับเป็นกลุ่มที่ต้องการศักยภาพในการทำงานสูงสุด เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นระบบการเข้ารหัสไฟล์วิดีโด การตัดต่อภาพ การเรนเดอร์ออปเจ็กต์สามมิติที่มีขนาดใหญ่ ล้วนแต่พึ่งการทำงานของซีพียูเป็นหลัก ดังนั้นแล้วซีพียูที่ใช้ต้องสามารถตอบสนองต่อการประมวลผลที่ซับซ้อนได้ด ีและมีเทคโนโลยีที่รองรับโปรแกรมเฉพาะทางเหล่านี้ได้ด้วยซึ่งซีพียูที่รองรับการทำงานได้ดีในด้านนี้มีให้เลือกด้วยกันหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Intel Core 2Quad หรือ AMD Phenom ที่เป็นแบบ Quad Core ที่เพิ่งวางจำหน่ายช่วงปลายปี 2550 มานี้

ซีพียูที่น่าสนใจในกลุ่มนี้

Intel Core 2 Extreme 9650:3.00GHz,1

2MB L2 1333MHz bus,Socket 775
Intel Core 2 Quad Q6600:2.40GHz,2MBx4L21066MHz bus, Socket 775 ราคาประมาณ 9,690 บาท
AMD Phenom X4 9500 Quad Core :2.20GHz,512KBx4 L2,Socket AM2+ราคาประมาณ 6,900 บาท

ผู้ที่ชอบความเงียบของไร้เสียงรบกวน

ผู้ใช้กลุ่มนี้ จะเน้นการทำงานในระดับกลาง สำหรับการชมภาพยนตร์ในแบบโฮมเธียเตอร์และเพียงพอสำหรับการเล่นมีเดียไฟล์คุณภาพสูง (Hi-Def) กลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันมากทีเดียว ด้วยรูปแบบของซีพียูที่กินไฟน้อย เกิดความร้อนต่ำจึงทำให้ออกแบบการระบายความร้อนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้พัดลมน้อยลงเกิดเสียงดังรบกวนที่น้อยเนื่องจากมีเทคโนโลยี Enhance SpeedStep หรือ Cool”n Quietจึงลดความร้อนในการทำงานลง สามารถใช้ในเคสคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กได้อีกด้วย ซีพียูที่น่าสนใจมีด้วยกันหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Athlon X2 BE2xxx Series หรือซีพียูรุ่นใหม่จากอินเทลในแบบ 45nm ก็ตาม



Intel Processor

AMD Processor

Processor

Code

Processor

Code

Celeron D

3xx/ 4xx

Sempron64

LE11xx

Pentium 4

5xx/ 6xx

Athlon64

LE16xx

Pentium Dual Core

E2xxx

Athlon64/ AthlonX2

X23000-6000+/ BE16xx

Core 2 Duo

E4xxx/ E6xxx

AthlonFX/ Optreon

FX-xx/ 1xx, 2xx, 4xx, 6xx

Core 2 Extreme/ Core 2 Quard

QX6xxx/ Q6xxx




ตรวจสอบความถูกต้องของซีพียูง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง

  • ดูจาก Properties ด้วยการคลิกขวาที่ My Computer จะบอกรุ่นซีพียูไว้ที่หน้าต่าง General
  • ใช้โปรแกรม CPUz ที่ดาวน์โหลดได้จาก www.cpuid.com/cpuz.php ซึ่งจะบอกรายละเอียดของซีพียูได้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว แคช ฟีเจอร์ วิธีการใช้งาน คลิกที่นี่
องค์ประกอบและเงื่อนไขในการรับประกัน

การรับประกันเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ทีเดียว โดยเฉพาะกับซีพียูที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหวและมีราคาที่สูง หากเกินความเสียหายหรือมีอาการผิดปกติขึ้นในระหว่างการใช้งานส่วนของการรับประกันจะจำเป็นมากทีเดียว โดยส่วนใหญ่การรับประกันจะมีตั้งแต่ 1-5 ปี ขึ้นอยู่กับผู้จำหน่ายแต่ละรายกำหนดไว้ ซึ่งสิ่งสำคัญ
อย่างไรก็ตามการประกันก็ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้จำหน่ายด้วย โดยส่วนใหญ่ที่เป็นมาตรฐานก็คือไม่แตกหักเสียหาย ด้วยกายภาพภายนอกหรือไม่เกิดจากการไหม้หรือระเบิด รวมไปถึงบางรายจำเป็นต้องนำอุปกรณ์ต่างๆในกล่องมายืนยันด้วยอันประกอบไปด้วย การ์ดรับประกัน พัดลมและตัวซีพียู แต่ในบางครั้งก็ใช้เพียงซีพียูและ Serial Number มายืนยันเท่านั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จำหน่าย

การเลือกซื้อมนบอร์ด

ปัจจุบันในตลาดมีเมนบอร์ดให้เลือกอยู่หลากรุ่นหลายยี่ห้อ แม้ในซีรีส์ที่เป็นชิปเซตเดียวกัน ยังถูกจำแนกออกเป็นรุ่นต่างๆมากมายโดยมีฟีเจอร์หลักที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่ด้วยการออกแบบลูกเล่นต่างๆประกอบเข้าไป เช่นชุดระบายความร้อนคุณภาพของชุดคาปาซิเตอร์ดีไซน์ ไบออส และคุณภาพ จึงกลายเป็นจุดขายที่แต่ละค่ายนำมาเสนอ ดังนั้นการเลือกใช้ต้องพิจารณาจากรูปแบบ ฟังก์ชันการใช้งานรวมถึงคุณภาพและราคาที่เหมาะกับผู้ใช้เป็นหลัก โดยเฉพาะในเรื่องของซิปเซตที่มีอยู่มากมายให้เลือกใช้ การเลือกเมนบอร์ดสำหรับการใช้งานให้ถูกใจนั้นมีหลักที่ควรพิจารณา 4 ข้อคือ

ซีพียูและซ็อกเก็ต

สำหรับปัจจุบัน ทาง Intel นั้นยังคงใช้ซอกเก็ต 775อยู่เช่นเดิมไม่ว่าจะเป็น Celeron D,Pentiun 4,PentiunD,Core2Duo ไปจนถึง Core 2 Extremeและ Core 2 Quad และให้สังเกตบัสของซีพียูที่นำมาใช้ว่าเป็น FSB 800,1066หรือ1333ซึ่งชิปเซตในแต่ละรุ่นก็จะมีการสนับสนุนต่างกันออกไป
ส่วนทางAMD นั้น ซ็อกเก็ต AM2 ยังคงเป็นมาตรฐานในการใช้งาน แม้ว่าจะมีซีพียูรุ่นใหม่อย่าง Phenom ที่เป็นแบบ QuadCoreวางจำหน่ายซึ่งจะใช้งานกับAM2+แต่ก็สามารถนำมาใช้กับ AM2 ได้เช่นกัน เนื่องจากรูปแบบภายนอกไม่แตกต่างกัน แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ก็ควรจะต้องใช้เมนบอร์ดที่เป็นAM2+ซึ่งเวลานี้เริ่มมีวางจำหน่ายในตลาดกันบ้างแล้วโดยซ็อกเก็ตAM2นี้ สามารถใช้งานร่วมกับซีพียูในซีรีส์ต่างๆ ของ AMD ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นSempron64,Athlon64,Athlon64X2และAthlon64FX



มีฟังก์ชันต่างๆ ครบถ้วนตามที่ต้องการหรือไม่

ฟังก์ชันที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานไปจนถึงฟีเจอร์ต่างๆที่มีอยู่ในซิปเซต รวมถึงองค์ประกอบที่สำคัญของเมนบอร์ด ซึ่งประกอบไปด้วย

สล็อตของหน่วยความจำ แม้ว่าแนวโน้มราคาในตลาดจะตกลงมาพอสมควร เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่การเลือกแรมความสูงอย่าง2GBที่มีราคาสูงกว่า 1GBอยู่มากอาจเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลนัก หากต้องการใช้งานโดยทั่วไปดังนั้นแล้วการเลือกเมนบอร์ดที่มีสล็อตแรมที่มากถึง 4 ช่องแล้วเลือกแรมขนาด 1GBติดตั้งครั้งละ 1-2แถว และยังมีช่องสำหรับอัพเกรดได้ในอนาคต ก็ช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากทีเดียว


สล็อตสำหรับกราฟิกการ์ด สำหรับผู้ใช้โดยทั่วไปสล็อต PCI-Express X16 เพียงช่องเดียว ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานอยู่แล้ว แต่สำหรับคอเกม นอกจากต้องอาศัยการรีดพลังงานกราฟิกการ์ดได้ตั้งแต่ 2 การ์ดขึ้นไป พร้อมฟีเจอร์ SLI หรือ CrossFire ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้กราฟิกการ์ดในตลาดล่างและกลาง ล้วนแต่ถูกออกแบบให้ใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะซื้อหามาใช้งาน


พอร์ตสำหรับต่อพ่วงฮาร์ดดิสก์
หลายคนให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นแล้วการเลือกเมนบอร์ด ให้มีพอร์ตสำหรับรองรับฮาร์ดดิสก์ได้จำนวนมาก จะช่วยให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เมนบอร์ดหลายรุ่น ยังเพิ่มเติมฟังก์ชันพิเศษ ให้ผู้ใช้เพิ่มประสิท ธิภาพในการเก็บข้อมูลได้ดีขึ้นด้วยคอนโทรลเลอร์สำหรับการต่อพ่วง RAID 0,1,0+1,5JBOD ที่มีประโยชน์ทั้งการจัดเก็บข้อมูล ความเร็วและระบบปลอดภัย และข้อสังเกตหนึ่งก็คือ ในปัจจุบันเมนบอร์ดส่วนใหญ่จะให้พอร์ตต่อ IDE มาเพียงช่องเดียว ดังนั้นมักจะเกิดปัญหากับผู้ที่อัพเกรดจากระบบเก่า ที่ส่วนใหญ่จะใช้ฮาร์ดดิสก์แบบ IDE ดังนั้นการเลือกเมนบอร์ดที่มีคอนโทรลเลอร์พิเศษที่เพิ่มพอร์ต IDE มาเพิ่มเติมให้ก็จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้

PCI สล็อต หลายครั้งการที่เมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ ในตลาดติดตั้งสล็อต PCI มาให้น้อยลง กลายเป็นปัญหากับผู้ใช้ที่มีการ์ดต่อพ่วงจำนวนมาก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการติดตั้งระบบเสียและเน็ตเวิร์กจะถูกติดตั้งมาบนเมนบอร์ดอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่าหากเป็นการใช้งานระบบมัลติมีเดียหรือนำ มาใช้ในการตัดต่อแล้ว จำเป็นต้องมีการ์ดต่อพ่วงที่เสริมเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ์ดตัดต่อ, การ์ดสำหรับ IEEE 1394/USB, การ์ดเสียง, ทีวีจูนเนอร์ ในบางครั้งมีการ์ด SCSII และการ์ดสำหรับการเพิ่มฮาร์ดดิสก์ หากมีสล็อต PCI เพียงสองสามช่องคงไม่เพียงพอ ดังนั้นแล้วหากจำเป็นต้องใช้งานในรูปแบบดังกล่าวควรเลือกเมนบอร์ดที่ให้มีสล็อต PCI มากขึ้น รวมไปถึงการมองรูปแบบอื่นที่เป็นทางเลือกมาเสริม เช่น USB หรือ IEEE1394

พอร์ต USB2.0, IEEE1394 นับเป็นพอร์ตที่สำคัญอย่าง มากสำหรับผู้ที่มีอุปกรณ์ต่อพ่วงอยู่มากมายเนื่องจากในเวลานี้ อุปกรณ์ส่วนใหญ่มักใช้พอร์ต USB ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้วยการถ่ายโอนข้อมูลที่รวดเร็วและใช้งานได้ง่าย สะดวก ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอล เครื่องเล่นเอ็มพีสาม พรินเตอร์ สแกนเนอร์ การ์ดรีดเดอร์ ทีวีจูนเนอร์หรือแม้กระทั่งฮาร์ดดิสก์แบบภายนอก (External drive) ในบางครั้งการใช้งานที่บ้านหรือสำนักงานที่ไม่มีเครื่องส่วนกลาง คอมพิวเตอร์ส่วนตัวก็จะรับหน้าที่ในการต่อพ่วงอุปกรณ์ต่างๆ ไปโดยปริยาย ดังนั้นแล้วการเลือกเมนบอร์ดก็ควรจะให้มีพอร์ต USB ที่สามารถเพิ่มเติมจากมาตรฐานได้ ซึ่งดูได้จากพอร์ตต่อพ่วงในแบบ Expansion ที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ดนั่นเอง

ไบออสที่รองรับการปรับแต่ง สิ่งนี้อาจไม่จำเป็นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่สำหรับนักโอเวอร์คล็อกแล้วละก็ ไม่ควรมองข้ามทีเดียว เนื่องจากช่วยในการเร่งประสิทธิภาพซีพียูและอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพ ดังนั้นแล้วการเลือกเมนบอร์ดที่มีไบออสรองรับการปรับแต่งได้ ก็จะช่วยให้การ ปรับแต่ง สัญญาณนาฬิกา แรงดันไฟ ระบบบัส ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเสถียรภาพของระบบได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเตือนอุณหภูมิ การตั้งรอบพัดลม รวมไปถึงการปรับฟีเจอร์ต่างๆ ของซีพียู สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ทีเดียว

ชุดระบายความร้อน ในอดีตการระบายความร้อนบนเมนบอร์ดอาศัยแรงลมจากพัดลมซีพียูเป็นหลัก แต่ปัจจุบันปัญหาจากความร้อนของบรรดาอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งบนเมนบอร์ด เริ่มมีมากขึ้น ส่งผลให้อายุการทำงานของชุดจ่ายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สั้นลง ดังนั้นแล้วผู้ผลิตหลา ยรายจึงให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ดังนั้นผู้ใช้ที่มักติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมากไว้ภายในเครื่องหรือชอบการโอเวอร์คล็อกควรเลือกเมนบอร์ดที่มีชุดระบายความร้อนที่ดีกว่าปกติ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเมนบอร์ด แม้ว่าอาจจะมีราคาสูงกว่าอยู่บ้าง แต่นับว่าคุ้มค่ากับการใช้งานที่ยาวนานขึ้น
คุณภาพของวัสดุและการออกแบบ

การออกแบบและวัสดุในการผลิต มีส่วนสำคัญอย่างมากกับการเลือกใช้เมนบอร์ด แม้ว่าจะเป็นไปได้ในการเข้าไปดูกระบวนการผลิตที่โรงงาน แต่ก็มีข้อสังเกตในหลายจุดที่ไปดูกระบวนการผลิตที่โรงงาน แต่ก็มีข้อสังเกตในหลายจุดที่ทำให้มั่นใจได้ ตั้งแต่เรื่องของแพ็กเกจของเมนบอร์ดที่ควรจะมีอุปกรณ์มาตรฐานเตรียมไว้ให้ไม่ว่าจะเป็น คู่มือ แผ่นไดร์เวอร์ ซอฟต์แวร์บันเดิล สายสัญญาณ รวมไปถึงชุดต่อพ่วงสัญญาณจากเมนบอร์ด ซึ่งควรจะมีรายละเอียดสำคัญของเมนบอร์ดอธิบายไว้ มีชุดระบายความร้อนให้กับชิปเซตหรือถ้าให้ดีก็ควรมีการระบายความร้อนให้กับภาคจ่ายไฟเพิ่มเติมเข้ามาด้วย และที่สำคัญคือ คุณภาพของคาปาซิเตอร์ที่ในปัจจุบันหลายค่ายเริ่มนำ Soild Capacitor ที่ทนต่อแรงดันไฟได้สูงมาใช้ ถึงแม้จะมีราคาที่แพงขึ้นอยู่บ้าง แต่ก็ให้ความคุ้มค่าในระยะยาวลดความเสี่ยงอันอาจเกิดกับอุปกรณ์ตัวอื่นที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ดในกรณีที่มีการลัดวงจรหรือระเบิดได้อีกด้วย

ราคาและการรับประกันเป็นอย่างไรบ้าง

เรื่องของการรับประกัน ให้สอบถามรายละเอียดกับผู้จำหน่ายโดยตรง โดยเฉพาะกับเงื่อนไขที่สำคัญต่างๆ เนื่องจากมีหลายครั้งที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจกับกฎเกณฑ์ที่ผู้จำหน่ายตั้งขึ้น จนเกิดเป็นปัญหา ดังนั้นแล้วเมื่อซื้อเมนบอร์ดทุกครั้งให้สอบถามข้อสงสัยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา เงื่อนไขความเสียหาย เคลมเปลี่ยนหรือเคลมซ่อม รวมถึงการตรวจสอบ Void Warranty การประกันที่ติดอยู่บนเมนบอร์ดให้ถูกต้อง ในส่วนของระยะเวลา เดือนปีที่รับประกัน แต่ผู้จำหน่ายบางรายติดเพียง Serial number ให้ลูกค้าตรวจสอบได้เองผ่านเว็บไซต์ของตนหรือแม้กระทั่งเช็กสถานนะเมื่อส่งเคลมได้อีกด้วย ส่วนเงื่อนไขหลักของการรับประกันที่ใช้กันอยู่ทั่วไปคือ ไม่แตกหัก ไหม้หรือรอยขูดขีดที่ลึกถึงส่วนของสายพรินต์ ซึ่งผู้ใช้ควรจะต้องรับทราบในเงื่อนไขเบื้องต้นไว้เพื่อการระมัดระวังขณะติดตั้ง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับชิปเซตของเมนบอร์ด

Intel X38 และ X48 เป็นชิปเซตสำหรับเพาเวอร์ยูสเซอร์ที่ต้องการศักยภาพและฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกม และการทำงานโดยเฉพาะซึ่งออกมารองรับการทำงานร่วมกับซีพียูในรุ่น Core 2 Duo และ Core 2 Quad รวมถึง Core 2 Extreme ได้เป็นอย่างดี ด้วยการรองรับบัส 1333MHz, Multi-GPU ผ่านทาง PCI-Express X162 ช่อง สนับสนุนการต่อพ่วงฮาร์ดดิสก์แบบ RAID และใช้งานร่วมกับหน่วยความจำ DDR2/DDR1066 นับเป็นชิปเซตรุ่นใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้ที่ชอบความแรงโดยเฉพาะส่วนทางผู้ใช้ซีพียู AMD ก็มีให้เลือกอยู่มากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น nForce 570 หรือ 590 SLI ที่มาพร้อมฟีเจอร์ สำหรับคอเกมโดยเฉพาะ ด้วยการสนับสนุนการต่อพ่วงกราฟิกการ์ดในแบบ SLI 16X ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานรองรับหน่วยความจำ DDR2 800รวมไปถึงการรองรับฮาร์ดดิสก์ในแบบ SATA2 ที่มาพร้อมฟังก์ชันการต่อพ่วงแบบ RAID
และล่าสุด Nvidia ได้เปิดตัวชิปเซตล่าสุดสำหรับรองรับซีพียูรุ่นใหม่ในแบบ Quad Core ภายใต้รหัส nForce 790FX, 770 และ 750 ช่วงปลายปี 2550 นี้ ซึ่งนับว่าเข้าสู่ซ็อกเก็ต AM2+ อย่างเต็มตัว โดยพัฒนาฟีเจอร์ให้รองรับกับซีพียูโครงสร้างใหม่ รวมถึงกราฟิกการ์ดในแบบ PCI-Express 2.0 และต่อพ่วงกันแบบ SLI รวมไปถึงสนับสนุนหน่วยความจำ DDR2 1066 ได้อีกด้วย จัดว่าเป็นชิปเซตรุ่นใหญ่และรุ่นกลางสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ร่วมกับซีพียู Quad Core จาก AMD



ตลาดกลางเน้นที่ฟังก์ชันการใช้งาน

Intel 945P, 965P และ P35 ยังคงเป็นชิปเซตที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มค่าในการใช้งานโดยทั่วไป ที่แม้ว่าจะเป็นชิปเซตรุ่นเก่า แต่ก็ยังมีฟังก์ชันที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานร่วมกับซีพียูได้ทั้ง Core 2 Duo และ Core 2 Quad รองรับหน่วยความจำ DDR2 800 สนับสนุนการต่อพ่วงกราฟิกการ์ดในแบบ Multi-GPU รวมถึงรองรับฮาร์ดดิสก์ SATA2 และยังต่อพ่วงกันในแบบ RAID ได้อีกด้วย นับเป็นชิปเซตที่มีความคุ้มค่าสูง อีกทั้งมีฟีเจอร์ไม่เป็นรองชิปเซตรุ่นใหญ่สำหรับผู้ใช้ AMD ก็มีชิปเซตหลายรุ่นให้เลือกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น nForce 500 หรือ 550 แม้ว่าจะเป็นชิปเซตระดับกลาง แต่ก็ให้ประสิทธิภาพในการทำงานและการสนับสนุนอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ได้น่าประทับใจทีเดียว ทั้งการรองรับซีพียู Athlon64 X2, Athlon 64 และ Sempron ร่วมกับหน่วยความจำ DDR2 800 และมีสล็อตสำหรับกราฟิกการ์ด PCI-Express 16X รวมถึงระบบ RAID SATA 2

ตลาดล่างเน้นความประหยัดด้วยชิปอินทิเกรต

สำหรับผู้ใช้อินเทลที่เน้นความประหยัดหรือชื่นชอบเมนบอร์ดที่มีทุกอย่างครบเครื่อง ทั้งเรื่องภาพและเสียงโดยชิปเซตทางอินเทลมีให้เลือกอยู่หลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งใช้รหัส G ในซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็น945G/965Gที่มีกราฟิกGMA900/950เข้ามารับหน้าที่ในการประมวลผลสามมิติ ซึ่งเน้นที่ความคุ้มค่าเป็นหลัก เนื่องจากรองรับ Core2Duonได้เช่นกัน แต่หากจะเลือกรุ่นที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นแล้วปัจจุบัน Intelก็มีชิปเซตในตระกูลใหม่มาให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น G33 และ G35 ซึ่งทั้งคู่เป็นสายเลือดเดียวกับ P35 และ X38 จึงรองรับกับซีพียูรุ่นใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการสนับสนุนหน่วยความจำ DDR2 800 และมี PCI-Express X 16 สำหรับกราฟิกการ์ดอีกด้วยโดยเมนบอร์ดในกลุ่มดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่ เป็นมาตรฐาน mATX


ชิปกราฟิกที่ติดมากับเมนบอร์ด

GMA900/950/x3000ติดตั้งอยู่บน Intel 945G และ965G มีความเร็วในการทำงานGPU 250-400MHz และแชร์หน่วยความจำได้สูงสุด 224MBX3100ถูกติดตั้งอยู่บน Intel G31/G33 มีความเร็วสัญญาณนาฬิกา 500MHz และแชร์หน่วยความจำได้ถึง 384MBจุดเด่นของชิปเซตกราฟิกอินทิเกรตของทาง Intel ะอยู่ที่การแชร์หน่วยความจำแบบ Dynamic (DVMT) โดยระบบจะดึงหน่วยความจำหลักมาใช้เฉพาะที่จำเป็นนั้น ไม่เก็บเป็นการถาวร ดังนั้นจึงทำให้ระบบหลักก็จะไม่เสียประสิทธิภาพไปต่างจากการแชร์ในอดีต ที่จะดึงมาใช้เป็นการถาวร
แต่สำหรับผู้ใช้ซีพียูจาก AMD มีให้เลือกมากมายทีเดียวไม่ว่าจะเป็นค่าย VIA,nVIDIAหรือ ATIก็ตาม แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมและพบเห็นกันได้บ่อย ประกอบไปด้วย GeForce6100/6150และล่าสุด GeForce 7150 จากค่าย nVIDIAส่วนอีกค่ายคือ AMD690G โดยทั้ง4 รุ่นถือว่าเป็นเมนบอร์ดสุดคุ้มสำหรับผู้ใช้ AMD เลยทีเดียว โดยเฉพาะกับGeForce 6100และ6150จัดว่าเป็นรุ่นที่ใช้กราฟิกประสิทธิภาพสูง แต่มีสนนราคาที่คุ้มค่า
แต่สำหรับ 690Gนั้นก็จัดว่าเป็นชิปเซตน้องใหม่มาแรงด้วยคุณภาพที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่ต้องการเมนบอร์ดกะทัดรัดแต่มีฟีเจอร์ สำหรับความบันเทิงอยู่อย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นกราฟิกคอนโทรลเลอร์ Xpress 1200 ประสิทธิภาพสูงและเมนบอร์ดบางรุ่นยังพกพาเอาความสามารถในด้านการสนับสนุน HDMI เพื่อใช้ต่อพ่วงกับจอแสดงผลในแบบ Hi –Def ได้อีกด้วยในราคาที่สบายกระเป๋าเลยทีเดียว


การเลือก LCD Monitor

ในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดจอ LCD Monitorมีการเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วย จึงได้รับความนิยมมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้นการเลือกใช้ให้เหมาะสม ต้องดูจากปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ขนาด เทคโนโลยี พอร์ตต่อพ่วงไปจนถึงราคาที่ล้วนแต่มีความสำคัญไม่แพ้กัน

รูปลักษณ์และความสวยงาม


ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายครั้งผู้ซื้อจะให้ความรู้สึกในเรื่องรูปลักษณ์หรือกว่าประสิทธิภาพจะได้รับ เช่นเดียวกับจอ LCD ก็เช่นกันที่ผู้ใช้มักจะเอาความสวยงามมาเป็นตัวเปรียบเทียบแต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดเสียทีเดียว เพราะเรื่องของดีไซน์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้ต้องสัมผัสและพบเจอในการใช้งานอยู่ทุกวัน หากไม่สวยงามโดนใจหรือไม่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านก็คงอึดอัดอยู่ไม่น้อยนอกจากนี้เรื่องของการออกแบบยังรวมไปถึงฟังก์ชันสำหรับการใช้งานต่างๆ เช่นผู้ที่นำไปใช้ในการพรีเซนเทชันอาจเลือกเป็นจอที่ปรับมุมมองซ้า-ขวาหรือก้มเงยได้สะดวก หรือบางคนอาจต้องการขนาดที่บางเพื่อที่จะจัดวางหรือเคลื่อนย้ายไปมาได้ ซึ่งบางครั้งด้านขอบจอที่บางก็ทำให้หลายคนชอเช่นกัน ในกรณี ที่ใช้จอสองตัวในการเล่นเกมหรือทำงานกราฟิก ซึ่งถ้าเป็นรูปแบบเหล่านี้ ก็นำมาใช้ในการพิจารณาได้ดีทีเดียว



ความละเอียด (Resolution)

ถ้ามองไปในตลาด ณ วันนี้ความละเอียดส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยขนาดของจออยู่แล้ว เช่น จอขนาดเล็ก 15” ก็จะให้ความละเอียดที่ 1024x768 แต่ถ้าเป็น 22”จะอยู่ที่ 1680x1050ซึ่งการจะเลือกใช้ ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบในการทำงานไม่วาจะเป็น การเล่นเกม ชมภาพยนตร์ งานเอกสาร ตัดต่อกราฟิก ก็ล้วนแต่มีข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป

ขนาดหน้าจอและความละเอียดของ LCD ที่พบกับ่อยในตลาด

Panel

Resolution

15”

1024x768

17”

1280x1024

17” (Wide-screen)

1280x720

19”

1280x1024

19” (Wide-scree)

1440x900

20”

1600x1200

20” (Wide-screen)

1680x1050

22” (Wide-screen)

1680x1050

24” (Wide-screen)

1920x1200


จอธรรมดาหรือจอกระจก

เรื่องของหน้าจอแสดงผล ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่หลายคนนำมาใช้ในการเลือกซื้อ LCD ด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบจอแบบเคลือบเงาหรือที่เรียกว่า จอกระจก จอแบบดังกล่าวนี้มีคุณสมบัติที่ดีในการชมภาพยนตร์และเล่นเกม เนื่องจากให้สีสันที่สดใสและแสงที่สว่างจึงมักได้รับความนิยมหมู่คนที่ชอบความบันเทิงเป็นหลัก แต่ราคาจะค่อนข้างสูงส่วนอีกแบบหนึ่งเป็นจอธรรมดา คุณสมบัติที่ดีอยู่ที่การให้ความคมชัดที่สูง ไม่เน้นที่ความสว่างมากนัก จึงเหมาะกับผู้ที่ใช้งานอยู่หน้าจอเป็นเวลานานๆ นอกจากนี้ยังไม่มีการสะท้อนรบกวนของแสงเช่นเดียวกับจอกระจก ที่แม้จะมีการโค๊ตติ้งมาแล้วก็ตาม อีกทั้งจอแบบดังกล่าวยังมีราคาที่ไม่สูงอีกด้วย ทั้งสองแบบนี้เอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ส่วนการจะเลือกแบบใดนั้นให้ดูที่ความต้องการใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก


Response Time สำคัญเพียงใด

เป็นอัตราความเร็วในการตอบสนองของเม็ดสี ในการเปลี่ยนสีจากดำมาเป็นขาวแล้วกลับเป็นดำ (B/W)หรือบางครั้งอาจเป็นจากสีเทามาเป็นเทา(G/G)โดยบอกเวลาเป็นวินาทีซึ่งตัวเลขยิ่งน้อย ก็จะส่งผลให้การแสดงภาพมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากตัวเลขมากหรือช้า อาจเกิดอาการที่เรียกว่าภาพซ้อนหรือ Ghost เกิดขึ้น จนทำให้การเล่นเกมหรือการชมภาพยนตร์เสียอรรถรสไป ดังนั้นการเลือกซื้อปัจจุบันควรจะอยู่ที่ 2-8ms โดยประมาณ


Contrast Ratio

ค่า Contrast Ratio เป็นค่าที่นำมาใช้ในการวัดอัตราส่วนของความสว่างและความมืด ว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะส่งผลต่อความคมชัด สมจริงที่เกิดขึ้นในภาวะแสงต่างๆ การเลือกให้ดูตัวเลขที่สูงเป็นหลัก โดยปัจจุบันมีให้เลือกตั้งแต่ 500 : 1, 700 : 1, 1000 : 1, ไปจนถึงบางค่ายมีให้เลือกถึง 5000 : 1 ซึ่งก็แล้วแต่การวัดว่าเป็นแบบ Native หรือ Dynamic


พอร์ต D-Sub DVI, HDMI

ในส่วนของพอร์ตแสดงผล หากเป็นไปได้ควรเลือกจอที่มีพอร์ตแบบ DVI มาให้หรือมีให้ 2 แบบคือทั้ง D-Sub และ DVI เนื่องจากปัจจุบัน แม้ว่าการแสดงผลจะยังมีพอร์ต D-Sub ให้ใช้อยู่ก็ตาม แต่แนวโน้มในไม่ช้ากราฟิกการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมานั้น จะมีแต่พอร์ตที่เป็น DVI เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการ์ดหลายรุ่นจะเป็นแบบ Dual DVI อีกด้วย จึงไม่จำเป็นต้องหาตัวแปลงสัญญาณมาใช้ นอกจากนี้DVI ยังให้สัญญาณที่นิ่งกว่า เนื่องจากไม่ต้องแปลงจากดิจิตอลเป็นอะนาล็อกไปมาอีกด้วย


การรับประกัน

ประกัน Dot หรือ Dead pixels ให้สอบถามจากทางร้านให้ละเอียดครบถ้วน ทั้งในเรื่องของจำนวน Dot ที่เสีย จำนวนเท่าใดเคลมได้หรือมากกี่จุดถึงยอมให้เปลี่ยนตัวใหม่ ซึ่งต้องขอความชัดเจนให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในขึ้นตอนการเคลม จึงค่อยนำออกจากร้าน
การตรวจสอบ Dead หรือ Hot Pixel ก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด ส่วนใหญ่ทางร้านจะมีการทดสอบให้อยู่แล้ว ถ้าไม่มีโปรแกรมสำหรับการตรวจสอบโดยตรง อาจใช้วิธีเบื้องต้นในการทดสอบง่ายๆ โดยเปลี่ยนสีหน้าจอเดสก์ทอปให้เป็นสีขาวเหลือง แดง น้ำเงินและดำ ทีละสีแล้วกวาดสายตาไปให้ทั่วๆ จนแน่ใจว่าไม่มีจุดสีที่แปลกเด่นขึ้นมา ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน หลังจากนั้นให้ปรับค่า Default ของหน้าจอให้เป็นแบบมาตรฐาน ดูว่ามีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น ขอบของจอผิดเพี้ยน ความสว่างไม่เท่ากันหรืออื่นๆ เพื่อที่จะได้แจ้งทางร้านค้าได้ทัน


การเลือกซื้อ ฮาร์ดดิสด์

ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ที่ใช้กันบนพีซีทั่วไปนั้น แบ่งเป็น 2 แบบคือ IDE หรือ (E-IDE) และ SATA ซึ่งทั้ง 2 แบบ มีรูปแบบและอินเทอร์เฟชในการติดต่อข้อมูลแตกต่างกันไป แต่ในตลาด ณ เวลานี้ ส่วนใหญ่เราจะเห็นในแบบ SATA และ SATA2 กันมากกว่า โดยที่ฮาร์ดดิสก์ในแบบ IDE ดูจะถูกลดบทบาทลงอย่างมาก เหตุผลมาจากที่แมนบอร์ดในปัจจุบันมีพอร์ตสำหรับ IDE เพียงช่องเดียว ซึ่งต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัว แต่ตัวหนึ่งก็ถูกใช้กับออฟติคอลไดรฟ์ไปแล้ว จึงเป็นเรื่องยากในการอัพเกรด ดังนั้นแล้วการใช้ฮาร์ดดิสก์แบบ SATA จึงเป็นทางเลือกที่ดูคุ้มค่าที่สุด ด้วยความเป็นอุปกรณ์ที่เปรียบเสมือนโรงงานจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่และต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา การเลือกซื้อจึงควรให้การพิจารณาเป็นพิเศษ


ความจุของฮาร์ดดิสก์

แม้ว่าความจุที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันจะมีมากถึง 1000 GB หรือ 1Terabyte การเลือกใช้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและความเหมาะสมในการใช้งานและค่าใช้จ่ายเป็นหลัก เพราะถึงแม้บางครั้ง ฮาร์ดดิสก์ความจุสูงดูจะคุ้มค่ากว่าความจุที่ต่ำกว่าก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบการใช้งานของคุณก็ยังถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าอยู่ดีโดยความจุก็มีให้เลือกตั้งแต่ 80/120/160/200/250/320/500/750 และ 1000GB ซึ่งเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม



ความเร็วรอบสำคัญไฉน

สำหรับฮาร์ดดิสก์เดสก์ทอปมีจำหน่ายอยู่ทั่วไป ก็มีให้เลือกตั้งแต่ 5400rpm/7200rpm และ 10,000rpm ซึ่งที่พบกันมากที่สุดจะเป็นแบบ 7200rpm ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงบและราคาไม่แพง แต่สำหรับ 10,000rpm นั้น ส่วนใหญ่จะพบบนฮาร์ดดิสก์รุ่นพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่องานบางอย่างโดยเฉพาะ เช่น การเล่นเกม ทำกราฟิกหรืองานตัดต่อ ที่ต้องการความเร็วสูงในการเปิดไฟล์หรือการดึงไฟล์ข้อมูลเพื่อเรนเดอร์ดังเช่นฮาร์ดดิสก์ Raptor จากค่าย WD หรือ Cheetah จากค่าย Saegate ด้วยความเร็วในการทำงานที่สูง จึงต้องใช้กระบวนการผลิตและวัสดุที่มีคุณภาพสูง จึงทำให้ฮาร์ดดิสก์ประเภทนี้มีราคาที่แพงพอสมควร


บัฟเฟอร์สำคัญมากเพียงใด

คำตอบคือ สำคัญมากทีเดียว ไม่ใช่เพียงกับการทำงานเฉพาะทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเล่นเกม มัลติมีเดียและซอฟแวร์พื้นฐานทั่วไปอีกด้วย ด้วยการสำรองข้อมูลบางส่วนในการใช้งานเอาไว้ เพื่อที่จะเรียกใช้ได้เร็วยิ่งขึ้น และแน่นอนว่ายิ่งบัฟเฟอร์สูงกว่าราคาก็จะกระโดดไปกว่า 20% เลยทีเดียวโดยผู้ใช้ทั่วไปอาจเลือกที่ระดับมาตรฐาน 8MB ก็เพียงพอต่อการใช้งาน แต่ถ้าหากต้องการประสิทธิภาพที่สูงขึ้น สำหรับเกมเมอร์หรือการตัดต่อ อาจเลือกเป็นรุ่น 16MB หรือ 32MB ก็ตอบสนองกับงานในหลายส่วนได้ดีทีเดียว


Average Seek Time

เป็นเวลาในการเข้าถึงข้อมูลโดยเฉลี่ย ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ระบุมากับฮาร์ดดิสก์ทุกรุ่น โดยส่วนใหญ่สำหรับฮาร์ดดิสก์ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 12-14ms แต่ถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์ความเร็วสูงก็จะอยู่ที่ 8ms ตัวเลขดังกล่าวยิ่งน้อยยิ่งหมายถึงการเข้าถึงข้อมูลที่เร็วขึ้น


อินเทอร์เฟชบนฮาร์ดดิสก์

ในตลาดเวลานี้มีให้เลือก 2 แบบด้วยกันคือ IDE และ SATA (SATA150 และ SATA300) ส่วนนี้ก็คงต้องเลือกใช้ตามความเหมาะสม แม้ว่าในหลายการทดสอบฮาร์ดดิสก์แบบ SATA มีความเร็วกว่า IDE เพียงไม่มาก แต่ต้องไม่ลืมว่าเมนบอร์ดในปัจจุบัน มีพอร์ตสำหรับ IDE น้อยลง ทางเลือกที่เป็น SATA ก็ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้การสายสัญญาณยังมีขนาดเล็ก จึงทำให้อากาศไหลเวียนภายในเคสได้ดียิ่งขึ้น



ฮาร์ดดิสก์แบบพิเศษ

นอกจากฮาร์ดดิสก์แบบพื้นฐานที่มีจำหน่ายทั่วไปแล้ว ยังมีฮาร์ดดิสก์อีกกลุ่มหนึ่งที่ผู้ผลิตจัดทำออกมาเป็นพิเศษ เพื่องานหรือความต้องการที่แตกต่างออกไป โดยมีตั้งแต่
ฮาร์ดดิสก์ที่มี NCQ หรือที่เรียกว่า Native Command Queuing ซึ่งข้อดีของฮาร์ดดิสก์ที่มีเทคโนโลยีนี้คือ การปรับปรุงการจัดเรียงข้อมูลและการอ่านข้อมูลแบบใหม่ โดยมองชุดข้อมูลที่เป็นแบบเดียวกัน รวมไว้ในจุดเดียวกัน จึงทำให้การอ่านข้อมูลมีความเร็ว ด้วยการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบยิ่งขึ้นฮาร์ดดิสก์ประเภทสวยงาม ในแบบดังกล่าวนี้ Raptor X จากค่าย WD เป็นต้นแบบ ด้วยการผลิตให้ฝาด้านบนนี้ความใส จนมองเห็น Platter และ Spindle หมุนทำงานอยู่ เหมาะสำหรับเกมเมอร์หรือนักแต่งเคสที่ชอบความสวยงามแปลกใหม่แต่ราคาก็มหาโหดเช่นกันฮาร์ดดิสก์สุดอึด ปัจจุบันมีงานหลายส่วนที่มักใช้คอมพ์ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่องนี้เอง มีส่วนทำให้อายุการใช้งานของฮาร์ดดิสก์สั้นลง ดังนั้นแล้วจึงมีการออกแบบฮาร์ดดิสก์ที่เรียกว่า Enterprise หรือที่เรียกว่า 24/7 ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความทนทานสูง ใช้งานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยมีฮาร์ดดิสก์จาก WD ในรหัส REและ Seagate Barracuda ES ทำตลาดอยู่สุดท้ายจะเป็นฮาร์ดดิสก์สำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะจุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ มีบัฟเฟอร์ขนาดใหญ่มากถึง 32MB ซึ่งปกติจะมีเพียง 8MB หรือ 16MB เท่านั้น โดยมีในฮาร์ดดิสก์จากค่าย Seagate Barracuda 7200.11 ส่วนเรื่องราคาก็ไม่ถือว่าสูงมากนัก



วิธีตรวจสอบฮาร์ดดิสก์ได้อย่างง่ายๆ

สามารถใช้โปรแกรม HD Tune ทดสอบประสิทธิภาพและความผิดปกติของฮาร์ดดิสก์ ด้วยการมอนิเตอร์ให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งดาวน์โหลดได้ที่ www.hdtune.xom หรือจะบริหารข้อมูลและไดรฟ์ได้ด้วยตัวเอง ผ่านระบบ Manage ของระบบวินโดวส์ ด้วยการเมาส์ขวาที่ My Computer จากนั้นเลือกหัวข้อ Manage



การเลือกซื้อเคส

การเลือกเคส นับเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นสิ่งที่จะนำมาใส่คอมพิวเตอร์ของคุณ นอกจากในเรื่องของความสวยงามแล้ว ความปลอดภัย น้ำหนักและการติดตั้งได้สะดวกยังถือเป็นสิ่งที่ควรจะนำมารพิจารณาด้วยเช่นกัน โดยในปัจจุบันมีเคสให้เลือกมากมาย หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเคสเหล็ก เคสอะลูมิเนียมหรือแบบผสมคือโครงสร้างหลักเป็นเหล็ก แต่มีหน้ากากและฝาปิดเป็นอะลูมิเนียม แม้ว่าเคสในแบบอะลูมิเนียมล้วนจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าดูจากน้ำหนักที่เบา ดีไซน์สวยงามและความสะดวกในการติดตั้งแล้ว จัดว่ามีความคุ้มค่ามากทีเดียว นอกจากนี้เคสอะลูมิเนียมที่วางขายในปัจจุบัน ยังมีลูกเล่นที่น่าสนใจอีกด้วย ส่วนรายละเอียดในการเลือกเคสให้ถูกใจ ประกอบด้วย


เลือกรูปแบบตามความต้องการ

ปัจจุบันเคสที่มีจำหน่ายส่วนใหญ่ในท้องตลาดมี 3 รูปแบบคือFull Tower, Medium Tower โดยมีให้เลือกทั้งแบบแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งภายในจะรองรับเมนบอร์ดแบบ ATX, ATX Full size หรือ mATX สำหรับ Mini Tower แต่ก็มีรูปแบบแปลกๆ มาให้เลือกกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเคสนอนสำหรับการนำไปใช้เป็นชุดโฮมเธียเตอร์ เคสขนาดเล็กแบบ Barebone รวมไปถึงเคสแบบอะคริลิกใส ดูแปลกตา สำหรับผู้ที่ชอบความแปลกใหม่และสีสันที่สดในจากแสงไฟที่นำมาประดับ


ฟังก์ชันที่ตอบสนองได้ตามความต้องการ

ในเรื่องของฟังก์ชันไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีทุกอย่างตามที่เราต้องกา แต่หมายถึงต้องมีองค์ประกอบสำคัญๆ ที่รองรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพื้นที่สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ได้สะดวกและเพียงพอ รองรับการอัพเกรด ซึ่งผู้ใช้ควรต้องวิเคราะห์อย่างรอบคอบว่า ต้องการติดตั้งอุปกรณ์ใดลงไปบ้างและจำนวนมากน้อยเพียงใด โดยดูจากช่อง (Bay) สำหรับออปติคอลไดร์ฟ พื้นที่จัดวางฮาร์ดดิสก์รวมไปถึงเพาเวอร์ซัพพลายที่เมื่อติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดลงไปแล้วเดินสายไฟจะไม่แออัดจนเกินไป รวมถึงต้องเผื่อพื้นที่สำหรับให้แรงลมช่วยระบายความร้อนด้วย ถ้าเป็นนักปรับแต่งโอเวอร์คล็อกต้องการใช้ระบบ Water Cooling ก็ต้องมองไปถึงพื้นที่การวางหม้อน้ำ ปั้มน้ำและให้เพียงพอต่อการเดินสายยาง เพราะหากพื้นที่แคบเกินไป อาจทำให้องศาของสายที่แคบและเกิดการแตกหัก รวมถึงเบย์ด้านหน้าต้องเพียงพอสำหรับติดตั้ง Front Paneที่เป็นเซ็นเซอร์ตรวจสอบอุณหภูมิอีกด้วย





ต้องมีการระบายความร้อนที่ดี

การติดตั้งพัดลมระบายความร้อนถือว่า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทำให้ต้องเลือกเคสที่มีพัดลมระบายความร้อนด้านข้างหรือด้านบนก็จะเป็นการดี แต่อย่างไรก็ตามาให้ติดตั้งเพียงพอเหมาะในการใช้งานเท่านั้น หากใส่พัดลมมากเกินไปก็อาจส่งผลให้เพาเวอร์ซัพพลายจ่ายไฟไม่เพียงพอ เกิดเสียงดังรบกวนจนน่ารำคาญ อีกทั้งทำให้ฝุ่นเข้าไปเกาะตามอุปกรณ์ต่างๆ มากไปอีกด้วยมีความปลอดภัยในการติดตั้งเคสที่ดีต้องมีการเก็บรายละเอียดงานได้พอสมควร ไม่มีเหลี่ยมคมให้บาดมือได้ นอกจากนี้เคสบางรุ่นยังบุแถบยางในจุดที่ต้องสอดมือเข้าไปติดตั้งอย่างเช่น เพาเวอร์ซัพพลายหรือฮาร์ดดิสก์ ซึ่งช่วยป้องกันการถูกบาดหรือขูดกับผิวหนังได้ดีทีเดียว


ความสะดวกในการติดตั้งและจัดวางอุปกรณ์

ปัจจุบันผู้ผลิตเคสส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชัน สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์มากขึ้น ดังนั้นแล้วผู้ใช้ที่ชอบเล่นฮาร์ดแวร์ มีการถอดเข้า-ออกบ่อยๆ การเลือกเคสที่เป็นแ บบถอดประกอบง่ายๆ ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี ไม่ทำให้หงุดหงิดใจเวลาติดตั้ง ซึ่งเคสแบบดังกล่าวอาจมีราคาสูง แต่ในการติดตั้งและแกะออก โดยไม่ทำให้ฮาร์ดแวร์ช้ำหรือเกิดการกระแทกย่อมคุ้มค่าอย่างแน่นอน โดยมีรูปแบบที่น่าสนใจคือ
ถาดด้านหลังสามารสไลด์ออก สำหรับติดตั้งเมนบอร์ดได้ง่ายขึ้ นหรือการยึดอุปกรณ์เข้ากับตัวเคสเป็นแบบไม่ใช้ไขควง (Screwless) ซึ่งมีผู้ผลิตหลายค่ายเริ่มใ ห้ความสนใจกันมากขึ้น เทคนิครูปแบบดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนำไขควงมายึดน็อตทีละตัว แต่จะใช้เป็นสลักยึดที่ล็อกติดกับตัวเคสได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นอ อปติคอลไดรฟ์ ฮาร์ดดิสก์หรือเมนบอร์ดก็ตาม รวมไปถึงการติดตั้งการ์ดต่อพ่วงก็ง่ายขึ้น เพียงใช้สลักยึดกับตัวการ์ดหลังการติดตั้งได้ทันที ทำให้การติดตั้งเป็นไปอย่างรวดเร็ว
การเลือกเคสให้ได้ถูกใจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามถูกใจเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาคุณสมบัติและความต้องการในการใช้งานด้วย เรื่องขอ งราคาก็อาจเป็นสิ่งที่ช่วยในการตัดสินใจเช่นกัน ดังนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ใช้ ในการเลือกให้น้ำหนักกับส่วนใดระหว่างรูปลักษณ์ ความสะดวกและราคา



การเลือกซื้อ
เพาเวอร์ซัพพลาย


ในอดีตเพาเวอร์ซัพพลาย มักเป็นสิ่งที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์มองข้ามอยู่เสมอ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีการใช้พลังงานไฟมากมายเช่นในปัจจุบัน อีกทั้งเพาเวอร์ส่วนใหญ่ที่ติดตั้งมากับตัวเคส โดยเฉพาะกับคอมพ์สำเร็จรูป ก็สามารถรองรับได้เพียงพอ แต่ในวันนี้เฉพาะเมนบอร์ดและการ์ดจอด รุ่นกลางๆ ก็สามารถทำให้เพาเวอร์เดิมๆ สะดุดหรือเกิดอาการผิดปกติได้ง่ายๆ แม้ว่าเพาเวอร์ที่ใช้นั้นจะระบุกำลังไฟที่ 450Walt ก็ตาม
ดังนั้นจึงต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่กับการเลือกใช้เพาเวอร์ซัพพลายให้เหมาะสมและถูกวิธี เพื่อที่จะช่วยให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ราบรื่น รวมถึงมีเสถียรภาพอีกด้วย หลักพิจารณาในการเลือกซื้อหรือว่าได้เวลาเปลี่ยน PSU หรือยังนั้น มีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อาการเกิดบลูสกรีน (Blue-scree) การดับหรือรีสตาร์ตโดยไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงการไม่สามารถเข้าระบบได้เลย ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งจ่ายไฟไม่พอหรือเริ่มมีการลัดวงจรนั่นเอง ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่บอกถึงอันตรายอันอาจเกิดกับอุปกรณ์อื่นๆ ในคอมพ์ด้วยดังนั้นอย่าได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหา ดังนั้เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน PSU จะมีการเลือกอย่างไร



เลือกแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง


ผู้ผลิตที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ ก็จะใช้วัสดุคุณภาพดีและมีความประณีต ส่งผลต่อความปลอดภัยและความทนทานในการใช้งานที่นานขึ้น ผู้ใช้อาจเลือกตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์หรือร้านค้าที่จำหน่าย นอกจากนี้อาจเข้าไปสอบถามหรือหาข้อมูลจากผู้ใช้เว็บไซต์ทดสอบ เว็บบอร์ดต่างๆอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ





เลือกกำลังไฟที่เพียงพอต่อคอมพิวเตอร์


ดูจากฉลากด้านข้างตัวอุปกรณ์ซึ่ง PSU รุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะระบุมาอย่างชัดเจน ด้วยกำลังไฟที่จ่ายได้ต่ำสุด-สูงสุด รวมถึงไฟเลี้ยงและค่าต้านทานที่เหมาะสมโดยที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 350-500 วัตต์ แต่ถ้าเป็นกลุ่มเกมเมอร์ก็จะสูงขึ้นไปอีกด้วยคือ 500-750 วัตต์ ยิ่งถ้าเป็นเกมการ์ดแบบคู่ไม่ว่าจะเป็น SLI หรือ CrossFire ซึ่งการ์ดแต่ละตัวต้องใช้ไฟเลี้ยงเพิ่มเติมด้วยแล้ว อาจต้องก้าวไปถึง 700 วัตต์ เลยทีเดียว มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ต่อพ่วงภายในด้วยเช่นกัน หากสงสัยวาคอมพิวเตอร์ของตนที่ใช้อยู่หรือกำลังจะซื้อ ต้องใช้ PSU ขนาดไหน สามารถเข้าไปคำนวณการใช้พลังงานของเครื่อง เพื่อใช้ในการเลือกซื้อเพาเวอร์ซัพพลายได้ง่ายๆ โดยมีเว็บไซต์หลายที่ให้บริการคำนวณ เช่น http://www.extreme.outervision.com/psucalculatorlite.jsp การใช้งานเพียงกรอกรายละเอียดอุปกรณ์ที่ใช้ลงไปก็จะคำนวณการใช้งานออกมาให้ทันที



คอนเน็กเตอร์สำหรับต่ออุปกรณ์ภายใน

ในเรื่องของคอนเน็กเตอร์ก็สำคัญเช่นกัน ควรเลือก PSU ที่มีหัวจ่ายไฟให้เพียงพอกับการใช้งานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นคอนเน็กเตอร์ 20-pins หรือ 24-pinsสำหรับเพาเวอร์ หรืออย่างน้อยควรมีหัวแปลงมาให้ Molex 4-pins(12V) ที่ใช้เพิ่มในกรณีของเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆรวมถึงถ้ามี 6-pins สำหรับกราฟิกการ์ดที่ต้องใช้พลังงานเพิ่มก็ตาม นอกจากนี้ยังมีสายเพาเวอ ร์สำหรับฮา ร์ดดิสก์ในแบบ SATA มาด้วยเช่นกัน ดูง่ายๆก็คือ ควรจะต้องมีในส่วนที่เป็น Form Factor มาครบถ้วน และเพียงพอสำหรับความต้องการนั่นเอง


การเลือกซื้อกราฟิกการ์ด


การเลือกซื้อกราฟิกการ์ดในตลาดเวลานี้ การ์ดระดับกลางจะดูค่อนข้างโดดเด่นมากทีเดียว ด้วยความที่มีรุ่นให้เลือกเยอะและมีลูกเล่นที่หลากหลาย ในราคาที่ไม่สูงเกินไปนัก หากเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้ จึงทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การ์ดระดับบนก็ถือว่ามีบทบาทมากขึ้นทุกขณะด้วยความต้องการของเกมที่ใช้ทรัพยากรสูงขึ้นทุกที ดังนั้นแล้วการเลือกใช้ก็ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนสิ่งที่ใช้ในการพิจารณาเพื่อเลือกซื้อมีดังนี้


อินเทอร์เฟช


แน่นอนว่าก่อนซื้อก็คงต้องตรวจสอบดูก่อนว่าใช้เมนบอร์ดที่มีสล็อตแบบใด ปัจจุบันมีทั้งแบบ PCI-Express 16x ที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป และอีกแบบหนึ่งคือสล็อต AGP8x ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บนเมนบอร์ดรุ่นเก่าที่ไม่ใช่ Socket 775 และ 939/ AM2 ซึ่งผู้ใช้ควรต้องพิจารณาก่อนการเลือกซื้อด้วย
นอกจากนี้ในเรื่องการเลือกให้สังเกตด้วยว่าการ์ดที่ซื้อมามีช่องต่อเพาเวอร์หรือไม่ เพราะการ์ดรุ่นใหม่หลายรุ่น มักต้องใช้ไฟเพิ่มจากปกติ ซึ่งอาจจะเป็น Molex-4-pins หรือ 6-pins


การระบายความร้อน

ชุดระบายความร้อน ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกราฟิกการ์ด ไม่ต่างไปจากฮีตซิงก์ของซีพียู เนื่องจาก GPU เอง ก็มีคาปาซิเตอร์จำนวนนับล้านไม่ต่างไปจากซีพียู ดังนั้นจึงเกิดความร้อนที่สูง การระบายความร้อนที่ดีจะช่วยให้การ์ดทำงานได้ยาวนานขึ้น โดยการระบายความร้อนของการ์ดจะมีให้เลือกทั้งแบบ ฮีตชิงก์พัดลมและฮีตไปป์ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม หากอุณหภูมิในห้องสูง การเลือกฮีตซิงก์พัดลม ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากมีการระบายความร้อนจากตัวฮีตซิงก์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็จะเกิดเสียงรบกวนอยู่บ้างแต่ถ้าในห้องมีการปรับอุณหภูมิ การใช้ฮีตไปป์ก็จะช่วยลดการใช้พัดลมลง เสียงรบกวนก็น้อยลงเช่นกัน แต่ทั้งสองรูปแบบ ก็คงต้องอาศัยการจัดทิศทางลมภายในเคสที่ดีด้วย


Hyper Memory/ Turbo Cache


สิ่งหนึ่งที่เราจะพบเห็นได้บ่อยๆ บนกราฟิกการ์ดราคาประหยัดก็คือ การมีหน่วยความจำเพียง 64MB หรือ 256MB เท่านั้น ซึ่งบางครั้งการใช้งานร่วมกับเกมหรือโปรแกรมสามมิติแทบเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นแล้วผู้ผลิต จึงได้ใส่เทคโนโลยีดังกล่าวมาให้ ด้วยฟีเจอร์ในการเพิ่มขนาดบัฟเฟอร์ให้มีมากขึ้น โดยการนำหน่วยความจำหลักหรือแรมมาใช้ร่วมได้ ซึ่งจะระบุฟีเจอร์และขนาดของแรมที่จะแชร์ได้ไว้ที่หน้ากล่องโดยของทาง ATI จะเรียกว่า Hyper Memory ส่วนทาง nVIDIA ใช้ชื่อว่า TurboCache นั่นเอง ทั้งสองรูปแบบนี้ จะทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน และจะแชร์หน่วยความจำได้ตั้งแต่ 256MB/512MB ไปจนถึง 1GB ขึ้นอยู่กับการติดตั้งหน่วยความจำหลักในเครื่องไว้มากน้อยเพียงใด การ์ดในรูปแบบดังกล่าวนี้ จัดอยู่ในกลุ่มราคาประหยัด ที่ไม่ได้เน้นการเล่นเกมมากนัก ด้วยราคาที่ถูกมากๆ จึงทำให้ได้รับความสนใจอยู่มากทีเดียว



SLI/ CrossFire


หากจะใช้ฟังก์ชัน SLI หรือ CrossFire ก็ควรตรวจสอบการสนับสนุนของเมนบอร์ดที่ใช้อยู่ด้วย ซึ่งเมนบอร์ดที่ใช้ชิปเซตจากค่าย nVIDIA ส่วนใหญ่ก็จะสนับสนุนฟังก์ชัน SLI ไม่ว่าจะเป็น nForce4 SLI, 570 SLI, 590 SLI สำหรับค่าย AMD แต่สำหรับซีพียูอินเทลจะมีในรุ่น 680 SLI ทั้งนี้ให้สังเกตที่สล็อต PCI-Express จะมีให้ 2 ช่องและ 3 ช่อง สำหรับ Triple SLI บนชิปเชต 780 SLIส่วนเมนบอร์ดที่รองรับ CrossFire ส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกับซีพียูค่ายอินเทล ประกอบไปด้วย 965P, 975X, P35, X38 และX48 การใช้งานก็เพียงต่อพ่วงบริดจ์ (Bridge) ระหว่างการ์ดเข้าด้วยกันเท่านั้น


กราฟิกการ์ดราคาประหยัด


nVIDIA : GeForce 7300/ 7600/ 8400
ATI : RADEON HD2400


การ์ดในกลุ่มนี้ เหมาะสำหรับการเล่นเกมพื้นฐานทั่วไป รวมทั้งเกมวางแผนในแบบ RTS ไม่ว่าจะเป็น Earth of Empire, Battle field หรือ Company of Heroes ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนในการประมวลผลมากนัก แต่อาศัยบัฟเฟอร์ในการจัดการระบบยูนิตมากกว่า รวมถึงการรองรับกับเกมออนไลน์ได้ดีพอสมควร คุณสมบัติหลักๆ ของการ์ดรุ่นนี้คือ หน่วยความจำ GDDR2 (64-bit และ 128-bits) ราคาเริ่มต้นที่ 1,000 – 2,500 บาทเท่านั้น


กราฟิกการ์ดสำหรับเกมเมอร์ระดับกลาง


nVIDIA : GeForce 8500GT/ 8600GT/ GTS
ATI : RADEON HD2600/ 3850


การ์ดระดับกลางนี้ รองรับกับเกมได้เกือบทุกประเภทไม่ว่าจะเ ป็นเกมเดินหน้ายิง วางแผน อันเป็นเกมที่ต้องอาศัยเอนจิ้นหรือ AI ในการคำนวณ รวมถึงการเรนเดอร์พื้นผิวและเอฟเฟ็กต์ ไม่ว่าจะเป็นเกม Call of Duty, Crysis, Sprinter Cell หรือ BioShock แต่การเล่มเกมก็อาจปรับที่ความละเอียดที่สูงกว่า 1280 x 1024 ได้ไม่ยาก แต่ในเรื่องเอฟเฟ็กต์ต่างๆ อาจทำได้ไม่เต็มที่ แต่สำหรับเกมออนไลน์การ์ดระดับนี้เล่นได้สบาย
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีฟีเจอร์พิเศษ ในการถอดรหัสไฟล์ Hi-Def ได้อย่างสมบูรณ์ การ์ดในรุ่นนี้ มีทั้งแบบ GDDR2 และDDR3 (128-bits และ 256bits) ขึ้นอยู่กับรุ่นและราคา โดยที่การ์ด GeForce 8500GT/8600GT และ HD 2600XT/ HD 3850 มีราคาอยู่ที่ 4,000 – 6,500 บาท โดยป ระมาณ

กราฟิกสำหรับเกมเมอร์ระดับฮาร์ดคอร์

nVIDIA : GeForce 7900/ 8800
ATI : RADEON HD3870/ 2900
สำหรับตลาดบนที่มาแรงคงหนีไม่พ้น GeForce 8800GT/ GT S และ HD3870/ HD2900 ซึ่งการ์ดเหล่านี้ตอบสนองได้ดีกับหลายๆ เกม ไม่ว่าจะเป็น Call of Duty, Lost Planet หรือ Gear of War ด้วยคุณสมบัติของโครงสร้างภายในที่มี Pipeline และชุดประมวลผลทรงพลัง โดยเฉพาะกับ Stream Processor และหน่วยความจำในแบบ GDDR3 และ GDDR4 ที่มีตั้งแต่ 512MB ไปจนถึง 1GB (256-bits) และยังรองรับการทำงานร่วมไฟล์ Hi-Def ได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้การ์ดกลุ่มนี้ค่อนข้างได้รับความนิยม แม้ว่าบางรุ่นจะมีราคาสูงกว่า 15,000 บาทก็ตามการ์ดระดับบนนี้ แน่นอนว่ารองรับกับเกมในปัจจุบันได้อย่างสบาย บนโ หมดความละเอียดที่สูงระดับ 1600 x 1200 รวมถึงการเปิดเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่กล่าวได้ว่าคุ้มค่ามาก สำหรับผู้ที่มีงบประมาณมากและต้องการความสวยงาม ต่อเนื่องของเกมอย่างแท้จริง



การเลือกซื้อแรม (RAM) หรือหน่วยความจำหลัก


การเลือกซื้อแรมปัจจุบัน นอกจากจะต้องดูกันที่ความจุความเร็วแล้ว หลายคนยังมองไปที่สัปดาห์ที่ผลิต รวมถึงเม็ดแรมที่นำมาใช้อีกด้วย โดยเฉพาะกับบรรดาเซียนคอมพ์ทั้งหลาย ที่แทบจะเอากล้องส่งอพระมาส่องกันเลยทีเดียว แต่สิ่งเหล่านี้ คงต้องยกให้กับเหล่ามืออาชีพกันไป ส่วนผู้ที่กำลังมองหาไว้ใช้งานโดยทั่วไปแล้ว สำหรับการเลือกแรมมีหลักง่ายๆ เพียงไม่กี่ข้อ ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่อาจใส่ใจอยู่บ้างเริ่มตั้งแต่

ดูจากเมนบอร์ดที่ใช้อยู่


ปัจจุบันชัดเจนว่าแรมที่มีอยู่ในตลาดและใช้กันอยู่โดยทั่วไป มีอยู่ 3 รูปแบบคือ DDR, DDR2 และ DDR3 โดยที่แต่ละแบบก็ใช้งานกับแพลตฟอร์มต่างกันออกไป กล่าวคือ DDR (184-pins) จะทำงานร่วมกับชิปเซตรุ่นเก่าของทั้ง Intel ตระกูล 845, 865 และใน VIA P4M บางรุ่น สำหรับ AMD ก็มีตั้งแต่ nForce2, nForce3, GeForce 6100/6150 แต่เวลานี้ก็แทบจะลาจากตลาดไปอย่างถาวร ส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนสำหรับการอัพเกรด ประกอบด้วย DDR400/333/266 (PC3200/2700/2100) ส่วน DDR2 (240-pins) นับว่ายังคงเป็นแรมยอดนิยม ที่ยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อีกนานพอสมควร ใช้กับชิปเซตทั้งหลายที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นค่ายอินเทล 915, 925, 945, 955, 965, 975, G31, G33, P35, X38 และ X48 รวมไปถึง 680i/ 780i ส่วนทาง AMD ก็ใช้ได้กับ nForce4, nForce 5xx Series, 690G, nForce 750/770/790FX Series ซึ่งก็มีให้เลือกตั้งแต่ DDR2 800/667/533 (PC6400/5300/4200) นับเป็นแรมที่มีราคาค่อนข้างถูก มีให้เลือกตั้งแต่แถวละ 512MB, 1GB และ 2GBล่าสุดกับ DDR3 (240-pins) ที่ยังถือว่าเป็นแรมที่มีประสิทธิภาพสูงพอสมควร รวมถึงราคาจำหน่ายด้วยเช่นกัน เนื่องจากยังไม่มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่เท่าใดนัก ส่วนชิปเซตจากอินเทลจะมีเพียง X48 ที่รองรับการทำงานอย่างเต็มตัว แต่ผู้ผลิตก็ยังมีในแบบ DDR2 มาให้ใช้ด้วย ส่วนทางAMDจะมีในรุ่น AMD 790i ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดเท่านั้น ที่ออกมารองรับการทำงานกับ DDR3 โดยจะมีความเร็วที่ DDR3 1333 และ DDR3 1066 (PC10600/8500)

เลือกที่ความจุและขนาดที่ต้องการ


ให้ดูจากปริมาณการทำงานและแอพพลิเคชันที่ใช้เป็นหลัก หากการใช้งานทั่วไปร่วมกับวินโดวส์เอ็กซ์พีแล้ว ความจุที่512MB ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ถ้ามีความต้องการในเรื่องของเกมสามมิติและโปรแกรมตกแต่งภาพแล้ว ความจุที่มากกว่า 1GB จะช่วยให้มีความลื่นไหลมากขึ้น ส่วนถ้าหากจำนำไปใช้กับงานระดับ Workstation ความจุที่ 2-4GB ก็ดูจะเป็นขนาดที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่แรม DDR2 ราคาถูกเช่นนี้ การอัพเกรดความจุให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาซื้อได้ ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อ



เลือกแบบ Single ความจุสูงแถวเดียวหรือ Dual ความจุเท่ากัน 2 แถวดี


ในความเป็นจริงทั้ง 2 แบบก็ถือว่าถูกเหมือนกัน แต่อาจต้องมาคิดคำนวณ ระหว่างราคากับประสิทธิภาพ ในปัจจุบันนี้ ต้องไม่ลืมว่าการทำงานในโหมด Dual Channel ที่เป็นแบบแรมสองแถวคู่ มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมไม่น้อยกว่า 20% แต่นั่นหมายถึงมีอัตราค่าใช้จ่ายสูงกว่าการซื้อแรมแบบแถวเดียว ในความจุเท่ากัน อย่างเช่นกรณี Corsair VS 512MB x 2 (Kit) ราคา 460 บาท แต่ถ้า 1 GB แถวละ 730 บาท (เดือนมกราคม) แต่แบนด์วิดธ์ที่ได้จะต่างกัน การใช้แถวคู่ก็แน่นอนว่าจะต้องเสียสล็อตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่อง การอัพเกรดก็น้อยลง ดังนั้นแล้วก็ควรจะพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ


องค์ประกอบอื่นๆ


ในส่วนขององค์ประกอบพิเศษก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการระบายความร้อน ซึ่งหลายค่ายนิยมติด Heat Spreader ที่ช่วยในการระบายความร้อนมาให้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเพิ่มมูลค่าได้ไม่น้อยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามการติดฮีตชิงก์ให้กับแรมนี้ควรจะต้องมั่นใจว่ามีการระบายความร้อนที่ดีด้วยเช่นกัน เช่นการปรับทิศทางลมให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้นอาจเกิดภาวะสะสมความร้อน จนเกิดอันตรายต่อแรมได้เช่นกัน แต่ปัจจุบันก็มีพัดลมสำหรับสล็อตแรมมาจำหน่ายเช่นกัน

การรับประกัน

ดูเหมือนว่าจะเป็นแรมอุปกรณ์ไม่กี่ชนิด ที่ใช้การรับประกันแบบ Life Time Warranty มาเป็นจุดขาย แต่ก็คงต้องทำความเข้าใจกับรูปแบบการรับประกันดังกล่าวนี้ด้วย การรับประกันตลอดชีพ จะหมายถึงการรับประกันไปจนถึงช่วงที่สิ้นสุดการผลิตของแรมรุ่นดังกล่าวเท่านั้น แต่ถ้าเกิดมีปัญหาหลังจากนั้น ทางผู้จัดจำหน่าย อาจให้เลือกเปลี่ยนเป็นรุ่นอื่น อาจเป็นรุ่นที่ดีกว่าหรือถูกกว่า รวมถึงในบางครั้งอาจต้องจ่ายส่วนต่างด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและการตกลงกันของผู้ซื้อและผู้จำหน่าย
ส่วนเงื่อนไขการรับประกันให้ตกลงกับผู้จำหน่ายให้เป็นที่เข้าใจ แต่ส่วนใหญ่การรับประกันจะไม่รวมไปถึง การแตกหักเสียหาย เม็ดแรมหลุดหรือบิ่น จะมีเพียงบางค่ายที่ยอมรับได้ในเรื่องการไหม้ รวมถึงการเก็บใบเสร็จหรือใบรับประกันไว้ให้เรียบร้อย สำหรับการยืนยันกับร้านค้า หากเกิดปัญหาในขั้นตอนการเคลม



อ้างอิง : http://www.bcoms.net/buycomputer/index.asp


















การเลือกซื้ออุปกรณ์